บทความ

พิธีเจริญพระพุทธมนต์ฉลองปริญญา ศาสนศาสตร์บัณฑิตและศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนาและปรัชญา

กำหนดการทำบุญฉลองปริญญาโทและเอก สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา คณะศาสนาและปรัชญา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ประจำปี ๒๕๕๗ วันอาทิตย์ที่ ๒๙ มิ.ย. ๕๗ เวลา ๐๙.๐๐ น. เป็นต้นไป

ปรัชญาญาณวิทยา : ผศ.ดร. พระมหามฆวินทร์ ปุริสุตฺตโม

       ปรัชญาญาณวิทยา : ระหว่าง ๑. เชื่ออะไรดี กับ ๒. ไม่เชื่อดีไหม สองทางนี้ คิดว่าน่าจะเป็นวิถีทางที่สังคมเรากำลังประสบพบเจอกันอยู่ในปัจจุบัน แต่หากใช้เกณฑ์ที่ปรากฏในกาลามสูตรวินิจฉัย การเชื่อที่ควรจะเป็นจึงอยู่ในรูปแบบที่ว่า "ความเชื่อที่ถูกต้องควรตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่าอย่าพึ่งเชื่อ" เพราะหากยืนยันความเชื่อตามรูปแบบที่ว่าไว้ในกาลามสูตรเลย ก็จะเป็นความเชื่อเพิ่มอีกหนึ่งประการจากที่ได้กล่าวไว้ในกาลามสูตรนั้น

       กาลามสูตรมีอยู่ ๓ ตอน เกณฑ์ตัดสินความจริงตามหลักกาลามสูตรอยู่ในส่วนที่ ๒ ของพระสูตร ประกอบด้วย ๕ หลักเกณฑ์ ๓ ส่วน ๑ เป้าหมาย เพราะฉะนั้น การอ้างสิ่งที่อย่าพึ่งเชื่อในส่วนที่ ๑ (อย่าพึ่งเชื่ออะไรง่าย ๆ ๑๐ ประการ) มาเป็นเกณฑ์ตัดสินนั้นจึงเป็นการอ้างแบบเหตุผลวิบัติ แท้จริงแล้ว เกณฑ์ตัดสินความจริงตามหลักกาลามสูตรเสนอเพียงแนวทางในการสร้างกรอบด้วยวิจารณญาณบนความเป็นจริง แต่ไม่ได้ไปกำหนดกรอบหรือยัดเยียดกรอบให้กับใครด้วยการไปบอกว่าอย่าพึ่งเชื่อสิ้นนู่น นี่ นั่น ให้เชื่อกาลามสูตร เพราะการคิดเช่นนี้ จะนำมาซึ่งกรอบความเชื่อหนึ่งที่แยกจากสิ่งที่อย่าพึ่งเชื่อ ๑๐ ประการ และเณฑ์ตัดสินความจริงตามหลักกาลามสูตรก็จะกลายเป็นเพียงคำสอนหรือเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่ไม่อยู่ในฐานะเป็นเกณฑ์ตัดสินความจริง

ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์เบื้องต้น

       มีผู้ให้ความหมายของการวิจัยไว้ต่าง ๆ กัน ที่เหมือนกันก็มี เพราะบางครั้งก็ลอกกันไป ลอกกันมา จนไม่ทราบว่าของใครเป็นต้นฉบับ แต่ไม่ว่าใครจะนิยามคำว่า“วิจัย” อย่างไร สิ่งที่เหมือน ๆ กันในนิยามเหล่านั้น ก็คือ “การค้นหาความจริง ข้อค้นพบ หรือความรู้ใหม่ ๆ โดยใช้วิธีการที่เชื่อถือได้และให้ผลที่ถูกต้อง” ดังนั้น ถ้าพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าการวิจัยประกอบด้วยสามส่วนที่สำคัญ คือ (1) ต้องมีวิธีการที่เชื่อถือได้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป เช่น วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific method) เป็นต้น (2) ต้องมีผลการวิจัยที่เป็นข้อค้นพบหรือความรู้ใหม่ เช่น ค้นพบยารักษาโรคเอดส์ที่กินแล้วหายภายใน 7 วัน เป็นต้น (3) ผลการวิจัยหรือสิ่งที่ค้นพบนั้นจะต้องถูกต้อง เช่น ถ้ายารักษาโรคเอดส์ที่ค้นพบนั้น คนเป็นโรคเอดส์กินแล้วต้องหายจริง ๆ ไม่ใช่หายบ้างไม่หายบ้างหรือไม่หายเลย หรือถ้าค้นพบว่าทัศนคติของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลเป็นเช่นไร ในความเป็นจริงต้องเป็นเช่นนั้น ในขณะนั้น (แต่ภายหลังอาจเปลี่ยนแปลงก็ได้) เป็นต้น ตามทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่า ถ้าหากผลงานใด ๆ มีลักษณะครบทั้งสามประการ ก็น่าจะเชื่อถือว่างานนั้นเป็นงานวิจัยได้ ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก (ใครไม่เชื่อก็ตามใจ)

       อีกประการหนึ่ง เพิ่มเติมเกี่ยวกับความหมายของการวิจัย ก็คือ น่าจะต้องมีคุณสมบัติประการที่สี่เพิ่มขึ้นมาอีกข้อหนึ่ง ก็คือ ควรจะเป็นผลงานที่มีประโยชน์ด้วย ผลงานใด ๆ ถ้าใช้วิธีการที่เชื่อถือได้ ทำให้ค้นพบความรู้ใหม่และถูกต้อง แต่ถ้าความรู้นั้นไม่ได้เป็นประโยชน์อะไร ก็ไม่รู้จะทำวิจัยไปทำไม นอนตีพุงฟังเพลงเล่นจะไม่ดีกว่าหรือ ยกตัวอย่างเช่น วิจัยพบความจริงใหม่ที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนว่าฮิตเลอร์จอมเผด็จการตายนั้น แกใส่เสื้อสีแดงและนุ่งกางเกงในสีดำ สมมติว่า ข้อค้นพบนั้นเป็นความจริง(แต่ไม่แน่นะ นักวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์อาจวิเคราะห์อะไรออกมาได้บ้างก็อาจเป็นได้) ในเรื่องของประโยชน์นี้เป็นเรื่องที่ต้องคิดก่อนทำวิจัย ไม่ใช่มาคิดทีหลัง ซึ่งจะได้กล่าวถึงเรื่องนี้ต่อไป

A new wave of Innovation Technology for Learning

ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ผนวกกับความพากเพียรอุตสาหะได้รังสรรค์สิ่งใหม่ๆออกมาในโลกอยู่ตลอดเวลา เราเรียกสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ว่า “นวัตกรรม” นวัตกรรมตรงกับคำว่า innovation”ในภาษาอังกฤษ โดยที่ในภาษาอังกฤษคำกริยาว่า innovate นั้นมีรากศัพท์มาจากคำภาษาลาตินว่า innovare ซึ่งแปลว่า to renew” หรือ “ทำขึ้นมาใหม่”(ประพนธ์  ผาสุขยืด : ๒๕๔๗) คนทั่วไปมักจะเข้าใจผิด คิดว่านวัตกรรมเป็นคำที่เกี่ยวข้องเฉพาะสิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้นในวงการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ซึ่งในเรื่องนี้ สมเด็จพระเทรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงอธิบายไว้ในการแสดงปาฐกถาเรื่อง “เทคโนโลยี นวัตกรรม กับการพัฒนาประเทศ” ในการประชุมประจำปีของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เมื่อวันที่ 30มีนาคม 2542มีใจความตอนหนึ่งว่า

“... คนเรานั้นจะต้องมี นวัตกรรม คือต้อง innovative หรือต้องรู้จักสร้างสรรค์ ต้องมีความพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้า ปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก แต่ว่าก็ต้องสามารถปรับโลกให้เหมาะสมสอดคล้องกับความเป็นอยู่หรือความพอใจความสุขสบายของตัวเองเหมือนกัน ต้องแก้ปัญหาด้วยความคิด พอทางหนึ่งตันก็ต้องหาทางใหม่ ไม่งอมืองอเท้ายิ่งใน ภาวะวิกฤต ยิ่งต้องการนวัตกรรม ซึ่งไม่เฉพาะแต่นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเท่านั้น หากแต่เป็นนวัตกรรมของทั้งระบบโดยรวม ตั้งแต่สังคม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรม...”

นวัตกรรมทางด้านการเรียนรู้ก็เช่นกัน จะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องอาศัย “วิถีคิด” ที่ออกนอกกรอบเดิมพอสมควร คือจะต้องออกนอก “ร่อง” หรือช่องทางเดิมๆที่เคยชิน เรียกได้ว่าจะต้องพลิกกระบวนทัศน์ (shift paradigm)ที่มีอยู่เดิมเกี่ยวกับการเรียนรู้เสียใหม่ จากที่เคยเข้าใจว่า การเรียนรู้ก็คือการศึกษาเพียงเพื่อให้ได้รู้ไว้ มาเป็นการเรียนรู้ที่นำมาใช้ “พัฒนางาน พัฒนาชีวิต”

แนวโน้มการบริหารงานเทคโนโลยีสารสนเทศในสถาบันการศึกษา

แนวโน้มการบริหารงานเทคโนโลยีสารสนเทศในสถาบันการศึกษา
ผศ.ดร.ปานใจ ธารทัศนวงศ์ ภาควิชาคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

       ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารยังถือเป็นปัจจัยหลักของการนำไปสู่องค์ความรู้ในลักษณะสังคมอุดมปัญญา(knowledge-based society) ที่สามารถเกื้อหนุนหรือส่งเสริมยุทธศาสตร์ของสถาบันการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะตามหลักการสร้างองค์ความรู้จะมีรากฐานมาจากระบบบริหารจัดการข้อมูล(database management system : DBMS) เพื่อนำมาวิเคราะห์ประมวลผลเป็นระบบสารสนเทศสำหรับการจัดการ (management information system : MIS) ซึ่งจะ นำไปสู่การคิดวิเคราะห์เชิงนโยบายการวางแผนและการตัดสินใจของผู้บริหารด้วยระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร(executive information system : EIS) 

ดาวน์โหลด อ่านฉบับเต็ม

หมวดหมู่รอง

Showcases

Background Image

Header Color

:

Content Color

: